easycompare
telephone
phone
line
  1. หน้าแรก
  2. บทความ
  3. รู้ลึกทุกเรื่องรถ
  4. เทรนด์รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง สิ่งที่เราควรรู้ให้ทันเทรนด์ อีซี่คอมแพร์

รถยนต์ไฟฟ้ามาแรง…เช็กความพร้อมก่อนซื้อ!

รถยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ รถ EV กำลังเป็นตัวเลือกรถยนต์คันต่อไปที่น่าสนใจ วันนี้เราพาคุณมาทำความรู้จักให้คุณตัดสินใจอย่างมั่นใจ อ่านก่อนรู้ก่อน!

เชื่อว่าตอนนี้ รถยนต์ไฟฟ้า หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ รถ EV กำลังอยู่ในความสนใจและกลายเป็นตัวเลือกรถยนต์คันต่อไปของใครหลายๆ คน ซึ่งแน่นอนว่า รถยนต์ไฟฟ้าจะมาแทนที่รถยนต์เชื้อเพลิงน้ำมันในเวลาอันใกล้นี้ จากปัจจัยราคาน้ำมันเชื้อเพลงที่ถีบตัวสูงขึ้น และผลกระทบของน้ำมันเชื้อเพลิงที่สร้างมลพิษในอากาศนั่นเอง

สำหรับใครที่มีแพลนจะเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า วันนี้ EasyCompare ขอพาคุณมารู้จักกับรถยนต์ไฟฟ้าให้มากขึ้น พร้อมกับหลักเกณฑ์การเลือกรถยนต์ไฟฟ้าที่เหมาะกับตัวคุณ แถมท้ายกับประกันภัยรถยนต์สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่า มีข้อแตกต่างที่ควรคำนึงถึง เมื่อถึงคราวต้องเลือกซื้อประกันรถยนต์ไฟฟ้า

รถยนต์ไฟฟ้าคืออะไร

รถยนต์ไฟฟ้า หรือ Electric Vehicle (EV) คือรถยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าแทนเครื่องยนต์ที่มีการเผาไหม้แบบสันดาป อย่างเครื่องยนต์ดีเซล และเครื่องยนต์เบนซิน จึงใช้พลังงานไฟฟ้าแทนน้ำมันและพลังงานอื่น ๆ โดยมีองค์ประกอบหลักสำหรับการขับเคลื่อนก็คือ แบตเตอรี่ อุปกรณ์แปลงกระแสไฟฟ้า และมอเตอร์ไฟฟ้าา

รถยนต์ไฟฟ้าออกแบบให้สามารถเก็บพลังงานสำรองเอาไว้ในแบตเตอรี่ ที่สามารถชาร์จซ้ำได้ การขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าไม่ต้องมีกลไก หรือการจุดระเบิดเผาไหม้เช่นเดียวกับระบบในรถยนต์เครื่องยนต์อื่น ๆ ทำให้ไม่เกิดไอมลพิษจากการเผาผลาญพลังงานในการขับเคลื่อน

ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันรถยนต์ไฟฟ้าอาจแบ่งได้ 3 ประเภทหลัก ๆ ตามกลุ่มพลังงานที่ใช้ในการขับเคลื่อนหลัก และเพื่อให้เข้าใจมากขึ้น EasyCompare ขอสรุปให้ฟังเข้าใจง่าย ๆ ดังนี้

  1. รถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid Electric Vehicle : HEV)
    เป็นรถยนต์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ที่ยังคงผสมผสานเชื้อเพลิงทั่วไป ข้อดีคือ มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลงต่ำกว่ารถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงน้ำมันเพียงอย่างเดียว พลังงานไฟฟ้าจะถูกเก็บไว้ในแบตเตอรี่สำรอง เพื่อให้สามารถใช้งานมอเตอร์ไฟฟ้าด้วยได้

    รถยนต์ Hybrid Electric Vehicle : HEV ที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น ค่ายรถยนต์ Corolla ALTIS Hybrid, C-HR Hybrid, Corolla CROSS Hybrid, CAMRY Hybrid, ALPHARD Hybrid ค่ายรถยนต์ Honda รุ่น New City eHEV , Civic Hybrid, City Hybrid e:HEV
  2. รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด (Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV)
    ตอบโจทย์คนที่ยังไม่ต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบ เพราะใช้เครื่องยนต์เป็นกำลังหลัก แต่ก็ผสานการใช้งานเครื่องยนต์ไฟฟ้าได้อย่างคล่องตัว ด้วยเทคโนโลยีไฮบริด แบบ HEV ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเก็บพลังงงาน แต่ PHEV ได้ถูกพัฒนาและออกแบบให้สามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้โดยตรง จึงใช้งานได้ในระยะทางที่ไกลมากกว่าเดิมและสามารถเก็บกักพลังงานไฟฟ้าสำรองจากการชาร์จไฟไว้ได้ ประหยัดน้ำมัน

    รถยนต์ Plug-in Hybrid Electric Vehicle : PHEV) ที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น MG HS Plug in Hybrid, Mitsubishi Outlander PHEV, BMW : X5 xDrive45e M Sport, Mercedes-Benz : GLC 300 e 4MATIC AMG Dynamic, Mercedes-Benz GLE 350 de 4MATIC Exclusive, Volvo XC40 Recharge T5
  3. รถยนต์ไฟฟ้าแบบใช้แหล่งพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว 100% (Plug-in Electric Vehicles: PEVs)
    การออกแบบแบตเตอรี่ให้มีขนาดใหญ่ จึงสามารถขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว โดย ในแวดวงเทคโนโลยียานพาหนะจะแบ่ง PEVs ย่อยลงไปอีก เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่มีรอบการขับขี่และการทำความเร็วต่ำ ทำให้เหมาะจะใช้งานเพียงระยะสั้น และรถยนต์ไฟฟ้า Battery Electric Vehicle (BEV) ที่อาศัยแบตเตอรี่จากไฟฟ้า 100% จึงต้องเสียบปลั๊กชาร์จไฟใหม่เมื่อแบตเตอรี่หมดลง รถยนต์ BEV ถือเป็น Zero Emission ที่ไม่ก่อเกิดมลพิษ แต่ยังมีข้อจำกัดในเรื่องระยะทางวิ่งจากขนาดของแบตเตอรี่ที่สามารถกักเก็บพลังงานไว้ได้

    รถยนต์ไฟฟ้า Battery Electric Vehicle (BEV) ที่มีจำหน่ายในปัจจุบัน ยกตัวอย่างเช่น MG รุ่น ZS EV, Nissan Leaf, Lexus UX300e, GWM Ora Good Cat หรือในประเทศแถบยุโรป เช่น Porsche Taycan, Audi e-tron, BMW i3 / i4 / ix3/ ix, Mini Cooper SE

ข้อสังเกตุ: ยังมีรถยนต์ไฟฟ้าแบบเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell Electric Vehicle – FCEV) ที่ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงไฮโดรเจน จึงไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ออกมา เป็นพลังงานสะอาดเพราะกลไกการประจุพลังงานจะปล่อยเพียงน้ำเท่านั้นออกมา ในปัจจุบันเป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ค่ายรถยนต์ต่าง ๆ กำลังพัฒนาเช่นกัน ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีการนำเข้ามาจำหน่าย

ข้อดีและข้อเสียของรถยนต์ไฟฟ้าที่คุณต้องรู้

Electric Vehicles
  1. ดีต่อสิ่งแวดล้อม ข้อดีอันดับแรก ๆ ที่ทุกคนทราบก็คือ รถยนต์ไฟฟ้านั้นไม่มีไอเสียที่เกิดจากการสร้างพลังงาน ซึ่งเกิดจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์แบบรถยนต์จากเชื้อเพลิง ไม่สร้างมลพิษ ฝุ่นจากการใช้งานรถยนต์ในชีวิตประจำวัน
  2. ประหยัดค่าเชื้อเพลิง แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีราคาแพงในระยะเข้าตลาดแรก ๆ แต่ด้วยเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตต่ำลง รถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะราคาเข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น การชาร์จไฟฟ้าถือเป็นการจ่ายเงินค่าเชื้อเพลิงที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับราคาน้ำมัน
  3. ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาต่ำ เนื่องจากใช้เพียงมอเตอร์ในการขับเคลื่อน จึงมีจุดและอุปกรณ์ที่ต้องดูแลรักษาสภาพน้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงทั่วไป อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับการใช้งานและการดูแลรักษาอีกด้วย

แล้วข้อเสียล่ะ? ก็มีไปดูกัน...

  1. ราคาสูง ต้องยอมรับว่าปัจจุบันการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้ายังมีข้อจำกัด ซึ่งทำให้ตลาดรถยนต์ยังมีความนิยมไม่เทียบเท่ารถยนต์เครื่องยนต์ชนิดอื่น ๆ การผลิตในจำนวนน้อยรวมถึงเทคโนโลยีการผลิตที่ยังมีราคาสูง ทำให้รถยนต์ไฟฟ้า ถือว่ามีราคาที่ยังสูงอยู่เมื่อเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์อื่น ๆ อีกทั้งรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศเป็นหลัก ซึ่งมีโครงสร้างภาษีขาเข้า รวมถึงภาษีอื่น ๆ ร่วมกับค่าบริการอื่น ๆ ทำให้ราคาเริ่มต้นอยู่ที่หลักแสนปลาย ๆ จนถึงหลักล้านบาทเลยทีเดียว
  2. ระยะทางการใช้งานที่จำกัด รถยนต์ไฟฟ้าใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ที่ต้องมีการชาร์จไฟเพื่อประจุไฟใหม่ ซึ่งมีรอบระยะทางที่น้อยกว่าการใช้น้ำมัน ทำให้อาจเกิดข้อจำกัดในการใช้รถเดินทางระยะไกล รวมถึงสถานที่ชาร์จรถไฟฟ้าในปัจจุบันยังหายากในบางพื้นที่
  3. ระยะเวลาในการชาร์จไฟ ความสะดวกในการใช้งานยังเป็นข้อจำกัดของรถยนต์ไฟฟ้า เมื่อเทียบกับรถยนต์ใช้น้ำมันที่สามารถเติมน้ำมันเพื่อใช้งานได้ทันที เพราะรถยนต์ไฟฟ้าต้องใช้ระยะเวลาในการชาร์จไฟมากน้อยเท่าไหร่ ขึ้นอยู่กับรุ่นของรถยนต์ไฟฟ้า จึงถือเป็นข้อจำกัดที่ทำให้หลายคนกังวลและยังไม่ตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า 100%
  4. ตัวเลือกยังน้อย ปัจจุบันมีค่ายรถยนต์ต่าง ๆ ได้พัฒนารถยนต์ไฟฟ้าออกมาหลายรุ่น แต่เมื่อเทียบกับรถยนต์เชื้อเพลิงชนิดอื่น ๆ ซึ่งมีสมรรถนะที่ตอบโจทย์การขับขี่ และนวัตกรรมยานยนต์ที่หลากหลายมากกว่า ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ายังมีตัวเลือกรุ่นและยี่ห้อที่น้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกัน ทำให้เกิดข้อจำกัดในการเลือกซื้อ
  5. ช่างที่ชำนาญมีน้อย การพัฒนาที่เพิ่งเริ่มต้นและการที่ไม่สามารถผลิตได้เองในประเทศ อาจทำให้ช่างที่สามารถซ่อมรถยนต์ไฟฟ้าที่ชำนาญยังมีจำนวนน้อยเมื่อเทียบกับรถยนต์ใช้น้ำมันในปัจจุบัน จึงเป็นปัจจัยที่ต้องนำมาตัดสินใจเช่นเดียวกัน

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะมีข้อจำกัดในด้านต่าง ๆ ที่กล่าวมา และมีราคาที่สูงหากเปรียบเทียบกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เชื้อเพลิงชนิดทั่วไป แต่ก็เป็นข้อจำกัดที่กำลังถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว จึงกลายเป็นทางเลือกในการใช้รถยนต์สำหรับขับขี่ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการขับขี่ในเมืองที่มีจำนวนผู้ครอบครองรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น โดยดูจากตัวเลขจากกรมขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ล่าสุดปี 2564 มีผู้จดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนทั้งสิ้น 10,010 คัน และในบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2022 ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา มีจำนวนผู้จองรถยนต์ไฟฟ้า จำนวนถึง 1,520 คัน ยอดจองรถยนต์ในปีนี้ 10 % มาจากรถยนต์ไฟฟ้า

ถ้าคุณเริ่มสนใจรถยนต์ไฟฟ้าขึ้นมาบ้างแล้ว มาดูกันว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะเป็นทางเลือกสำหรับคุณหรือเปล่า และหลักเกณฑ์การเลือกรถยนต์ไฟฟ้าควรคำนึงถึงอะไรบ้างกันดีกว่า

เช็กให้ชัวร์ก่อนเปลี่ยนมาใช้รถยนต์ไฟฟ้า

  1. การใช้งานรถยนต์ในชีวิตประจำวันเป็นอย่างไร
    ในด้านความคล่องตัวรถยนต์ไฟฟ้านั้น ยังถือเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพสำหรับการใช้งานในระยะที่ไม่ไกลมากนัก เนื่องจากต้องอาศัยการชาร์จไฟที่ถี่ และต้องใช้ระยะเวลาในการชาร์จ ต่างกับการเติมปั๊มน้ำมันที่เสร็จภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที สถานีชาร์จไฟในปัจจุบันอาจไม่ครอบคลุมพื้นที่ที่ไม่ใช่ถนนเส้นทางหลัก หากซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อใช้เดินทางต่างจังหวัดไกล ๆ บ่อยครั้ง ต้องเปลี่ยนเส้นทางบ่อย ใช้เส้นทางย่อยมากกว่าเส้นทางหลัก อาจจะไม่ตอบโจทย์มากนัก

    หากรูปแบบการใช้รถยนต์ของคุณคือ ขับรถในเส้นทางหลัก เส้นทางเดิมทุกวัน เช่น ขับรถไปออฟฟิศ-กลับบ้าน ขับรถส่งลูกไปโรงเรียน เน้นการขับรถในเมืองที่เป็นระยะทางไม่ไกล และสามารถหาที่ชาร์จไฟได้ง่าย รถยนต์ไฟฟ้านับเป็นยานพาหนะที่สะดวกมาก
  2. ประสิทธิภาพในการใช้งานที่ตอบโจทย์ความต้องการ
    การเลือกซื้อรถยนต์เชื้อเพลิงทั่วไป อาจต้องดูอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน เช่นเดียวกันกับการเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้า อันดับแรก ๆ ที่ควรต้องดูคือ ความสามารถในการจุพลังงานงานไฟฟ้าของแบตเตอรี่ว่าตรงกับความต้องการในการใช้งานหรือไม่ โดยดูได้จากรอบการชาร์จ 1 รอบ ต่อระยะการขับขี่ และคำนวณการใช้รถในชีวิตประจำวันของคุณ เพื่อเลือกรุ่นที่มีขนาดแบตเตอรี่ที่มีความสามารถในการจุพลังงานไฟฟ้าได้เหมาะสม หากคุณไม่ได้ใช้งานรถยนต์มากในแต่ละวัน แบตเตอรี่รถยนต์ขนาดมาตรฐานก็อาจเพียงพอ หรือเลือกแบตเตอรี่ที่ใหญ่ขึ้นมา แม้จะมีราคาสูงกว่าแต่ก็สามารถใช้งานรถยนต์ได้มากกว่า และควรดูความสามารถในการชาร์จไฟให้รองรับพลังงานได้สูง เพื่อแบตเตอรี่จะเต็มพร้อมใช้งานในระยะเวลาที่สั้นขึ้น
  3. สมรรรถนะรถยนต์ไฟฟ้าดูได้จากไหน
    รถยนต์เชื้อเพลิงทั่วไป เราอาจดูได้จากตัวเลขอัตราเร่ง แต่รถยนต์ไฟฟ้า สามารถดูได้จากขนาดมอเตอร์ขับเคลื่อน รถยนต์ไฟฟ้าที่แรงและมีกำลังเร่งสูง จะมากับมอเตอร์ขับเคลื่อนขนาดใหญ่ ช่วยให้การขับขี่ในเส้นทางต่าง ๆ ทำได้คล่องตัวมากขึ้น เช่น ขึ้นทางลาดชัน แต่อย่างไรก็ตามมอเตอร์ขับเคลื่อนขนาดใหญ่ก็มาพร้อมกับการใช้พลังงานที่สูง กินพลังงานไฟฟ้ามากขึ้นด้วยเช่นกัน
  4. อ็อปชันเสริมรถยนต์ไฟฟ้า ควรมีอะไรบ้าง
    อ็อปชันต่าง ๆ ของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันนั้นก็ไม่แตกต่างจากรถยนต์เชื้อเพลิงทั่วไป การเลือกซื้อขึ้นอยู่กับความต้องการการใช้งานของผู้ใช้รถเป็นหลัก และกำลังทรัพย์ เพราะยิ่งอ็อปชันเพิ่มมากก็ยิ่งราคาสูง อ็อปชันเพื่อการตกแต่งและอำนวยความสะดวกผู้โดยสารทั่วไป เช่น กระจก SUN ROOF ระบบเชื่อมต่อมัลติมีเดียต่าง ๆ และอ็อปชันเพื่อการขับขี่ปลอดภัย เช่น ระบบ Auto Pilot ระบบช่วยเตือนการขับขี่ออกนอกเส้นทาง ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ ระบบตรวจสอบลมยาง ระบบช่วยจอด ระบบค้นหาเส้นทางการเรียนรู้การใช้งานเพื่อให้เกิดความคุ้นชินและใช้งานขับขี่บนท้องถนนได้อย่างปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ สิ่งที่ควรคำนึงเกี่ยวกับการเลือกอ็อปชันก็คือ อ็อปชันต่าง ๆ ที่ออกแบบมา เพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน เช่น ระบบชาร์จไฟแบบไร้สาย ระบบตรวจสอบแบตเตอรี่ และค้นหาสถานีชาร์จไฟในพื้นที่ต่าง ๆ
  5. ทำความเข้าใจหัวชาร์จแบตเตอรี่
    นึกภาพง่าย ๆ เหมือนเราซื้อสมาร์ทโฟนที่ต่างยี่ห้อ ต่างรุ่น ดังนั้นระบบปฏิบัติการจะใช้หัวชาร์จก็อาจแตกต่างกัน ปัจจุบันตามสถานีชาร์จที่ตั้งอยู่ทั่วไป จะมีหัวชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอยู่ 3 ประเภทหลัก ๆ
    • หัวชาร์จกระแสไฟฟ้าสลับ หรือที่เรียกกันว่า AC Type 2 ซึ่งถือเป็นหัวชาร์จมาตรฐานที่นิยมใช้กันอยู่ทั่วโลก โดยที่ประเทศไทยจะรองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าสูงสุด 22 kW
    • หัวชาร์จกระแสไฟฟ้าตรง หรือที่เรียกกันว่า DC เป็นแบบที่นิยมใช้ในประเทศแถบยุโรปและจีน ในประเทศไทยรองรับหัวชาร์จชนิดนี้เช่นกัน โดยสถานีชาร์จไฟสาธารณะในไทยจะรองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้า 50-120 kW
    • หัวชาร์จกระแสตรง ผู้ผลิตญี่ปุ่น หรือที่เรียกกันว่า DC CHAdeMo เป็นหัวชาร์จแบบ DC แต่ผลิตและใช้งานในประเทศญี่ปุ่น รองรับรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติญี่ปุ่น จึงมีความแพร่หลายน้อยกว่า แต่ในประเทศไทยเองมีหัวชาร์จเพื่อสถานที่ชาร์จที่รองรับเช่นกัน โดยรองรับการจ่ายกระแสไฟฟ้าสูงสุดที่ 60 kW
  6. อย่าพลาดเรื่องระบายความร้อน
    การระบายความร้อนของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าอาจทำได้ไม่ดีนักในสภาพอากาศที่ร้อน โดยเฉพาะประเทศเมืองร้อนอย่างประเทศไทย โดยเฉพาะหากขับขี่รถยนต์ในระยะทางไกลที่เครื่องยนต์ต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา แบตเตอรี่เมื่อมีความร้อนจะเกิดการสะสม และด้วยกลไกลในการควบคุณอุณหภูมิที่ป้องกันไม่ให้เครื่องร้อนจนเกินไป จะส่งผลต่อการความสามารถในการชาร์จไฟ ทำให้ต้องใช้ระยะเวลานานมากขึ้น
  7. สิ่งสำคัญ! ซื้อรถยนต์ไฟฟ้าต้องดูเรื่องรับประกัน บริการหลังการขายให้ดี
    การรับประกันระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่ สิ่งสำคัญลำดับแรกที่ควรตรวจสอบและซักถามอย่างละเอียด เพราะเป็นแหล่งขับเคลื่อนพลังงานหลักของรถยนต์ หากเกิดปัญหาเกิดขึ้นย่อมส่งผลต่อประสิทธิภาพของรถยนต์อย่างแน่นอน ควรดูเงื่อนไขการรับประกันที่ครอบคลุมและมีคุณภาพสูง ตัวแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเองก็มีราคาที่สูง หากเงื่อนไขระยะเวลาประกันที่สั้น ก็จะทำให้เกิดภาระค่าใช้จ่ายที่สูงในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าอย่างแน่นอน เช่นเดียวกับ เงื่อนไขในการให้บริการหลังการขายให้ดูหลัก ๆ 3 ข้อ ได้แก่ 1. ศูนย์บริการที่ครอบคลุมและมาตรฐานบริการ 2. การช่วยเหลือในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ 3. การบำรุงรักษาตามระยะทาง เนื่องจากการขับขี่รถยนต์บนท้องถนนนั้นเกิดเรื่องฉุกเฉินได้เสมอ การรับประกันทำให้คุณอุ่นใจว่าจะได้รับการดูแลแก้ไขปัญหาในการใช้งานได้ตลอดระยะเวลาการครอบครอง โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีใหม่ ปัญหาที่เกิดจากขับขี่ อุบัติเหตุบนท้องถนนก็อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน
  8. ประกันภัยรถยนต์เรื่องสำคัญ สำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า
    ความนิยมและการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้งของรถยนต์ไฟฟ้าของค่ายรถยนต์ทั้งค่ายเล็ก ค่ายใหญ่ มีอัตราการเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากโฟกัสในภูมิภาคเอเชีย จะเห็นได้ว่า ผู้นำการผลิตและการใช้รถยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดมลพิษทางอากาศ คือประเทศจีน และเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าอันดับ 1 ของโลก จึงเป็นประเทศที่สามารถสะท้อนสถิติการเกิดอุบัติเหตุที่ควรระมัดระวังในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาได้มากที่สุด รายงานอุบัติเหตุรถยนต์ไฟฟ้าเกิดเพลิงไหม้ 86 ครั้ง และมีรถยนต์ไฟฟ้าเผาไหม้ไปกว่า 640 คัน เพิ่มขึ้น 32% เมื่อเทียบเป็นรายปี โดยเป็นเหตุที่เกิดขณะขับขี่และขณะจอดเพื่อชาร์จไฟ

    เหตุการณ์เพลิงไหม้รถยนต์ไม่ได้เกิดเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า แต่เกิดได้กับรถยนต์ทุกคันจากระบบไฟฟ้า ไม่ว่าจะเป็นเกิดจากการเสื่อมชำรุด บกพร่องในการใช้งาน สภาพอากาศที่สูง

    ทั้งนี้สถิติที่น่าสนใจแสดงถึงการตัดสินใจซื้อประกันภัยรถยนต์ สำหรับเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งนิยมซื้อประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 เป็นอันดับ 1 ถึง 94% ประกันภัยรถยนต์ชั้น 2 มี 3% และเลือกทำประกันภัยรถยนต์ชั้น 3 เพียง 1% โดยส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร 71% และกลุ่มอายุที่มีการซื้อประกันภัยรถยนต์มากที่สุดคือ 35-44 ปี สะท้อนพฤติกรรมการซื้อประกันภัยรถยนต์ที่ต้องการการดูแลที่ครอบคลุม จากราคารถยนต์ไฟฟ้าที่สูง

เตรียมความพร้อม ก่อนซื้อรถยนต์ไฟฟ้า

Prep for Electric Vehicles

แม้รถยนต์ไฟฟ้าจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายด้านพลังงานมากกว่าก็จริง แต่หลายคนกังวลว่าจะคุ้มค่าหรือไม่ หากต้องใช้รถยนต์ไฟฟ้าแทนรถยนต์เชื้อเพลิงทั่วไป การคำนวณด้านค่าใช้จ่ายกำลังไฟ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการชาร์จไฟบ้าน ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องทำสำหรับผู้ที่วางแผนจะใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า

การคำนวณด้านค่าใช้จ่ายกำลังไฟ

รถยนต์ไฟฟ้าชาร์จสูงสุดที่ 7.4 kW แบตเตอรี่ความจุ 60 kW ระยะทางขับขี่ 350 กิโลเมตร ชาร์จไฟ 1 ชั่วโมงด้วยไฟบ้านปกติ เก็บพลังงานไฟฟ้าได้ 7.4 kW ถ้าชาร์จไฟจนเต็ม 60 kW จะใช้เวลาประมาณ 7-8 ชั่วโมง หากรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้ มีความจุแบตเตอรี่ 90 kWh

ค่าไฟฟ้าปัจจุบัน หน่วยละ 4.2 บาท 1 หน่วย = 1 kWh คิดค่าไฟฟ้า 1 kWh = 4.2 บาท รถยนต์ไฟฟ้าความจุแบตเตอรี่ 90 kWh เท่ากับค่าไฟ 90 หน่วย ถ้าชาร์จจาก 0-100% 90*4.2 จะเท่ากับ 378 ค่าใช้จ่ายเมื่อชาร์จไฟบ้านจะอยู่ที่ 378 บาท ถ้า ชาร์จแบต 10% แบตฯ 10% = 9 kWh 9kWh = 37.8 บาท

(ขอบคุณข้อมูลคำนวณอัตราค่าใช้จ่ายชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ไฟบ้าน จาก AutoSpinn) การคำนวณค่าไฟฟ้าชาร์จแต่ละพื้นที่นั้นไม่เท่ากัน ควรขอคำแนะนำจากการไฟฟ้าในพื้นที่

ติดตั้งพื้นที่จุดจอดและจุดชาร์จไฟ

เลือกจุดที่ตัวเครื่องชาร์จและจุดเสียบชาร์จกับตัวรถมีระยะห่างไม่เกิน 5 เมตร ติดตั้งใกล้ตู้เมนไฟฟ้าในบ้าน เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการเดินสาย ที่สำคัญเลือกจุดที่มีหลังคาป้องกันความร้อนจากแสงแดด และละอองฝน เพื่อคงประสิทธิภาพการใช้งานให้ยาวนานที่สุด

ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการใช้งานรถยนต์จากการใช้เครื่องยนต์ทั้ง 2 ประเภทอยู่ แต่ค่ายรถยนต์ในปัจจุบันหลายค่ายต่างปรับตัวด้วยทิศทางของรถ EV ที่เติบโตขึ้นมาก ผู้บริโภคเองมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถที่ช่วยลดมลพิษ รถยนต์ไฟฟ้ายังช่วยลดการสิ้นเปลืองการใช้พลังงานน้ำมันที่มีราคาสูง และการพัฒนาของค่ายรถยนต์ทำให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสมรรถนะในการขับขี่ที่มีประสิทธิภาพ มีฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์รูปแบบการใช้ชีวิต และใช้งานได้อย่างสะดวกขึ้นมาก

ส่งท้ายกันด้วย รถยนต์ไฟฟ้าในปี 2022 ที่ถูกพูดถึงมากที่สุด จากงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2022 ที่มีการนำรถยนต์ไฟฟ้ามาจัดแสดงด้วยกันถึง 20 รุ่น มาดูกัน กูรูแนะนำ Top 5 ว่าเป็นรุ่นไหนบ้าง

  1. วอลโว่ เอ็กซ์ซี- 40 เพียว อิเล็คทริค (VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC) ราคาเริ่มต้น 2,590,000 บาท
    วอลโว่ เอ็กซ์ซี- 40 เพียว อิเล็คทริค เป็นรถ SUV ที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เป็นรถยนต์พลังงาน 100% อัตรากำลังที่ 408 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงที่ 4.9 วินาทีเท่านั้น สามารถขับขี่ความเร็วสูงสุดได้ที่ 180 กม. ต่อ ชม. วอลโว่ เอ็กซ์ซี- 40 เพียว อิเล็กทริค ใช้แบทเตอรีลิเธียม-ไออน 78 กิโลวัตต์ชั่วโมง วิ่งได้ไกล 418 กม. เมื่อชาร์จเต็ม ชาร์จไฟจาก 0-100% ประมาณ 6-8 ชม. และชาร์จไฟได้ 80% ในเวลาเพียง 40 นาที
  2. นิสสัน ลีฟ (NISSAN LEAF) ราคาเริ่มต้น 1,990,000 บาท
    นิสสัน ลีฟ เป็นรุ่นรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% มีแบตเตอรี่ความจุสูงถึง 40 kWh ซึ่งสามารถขับได้ระยะ 311 กิโลเมตรต่อรอบการชาร์จ 1 ครั้ง การรับประกันแบตเตอรี่ที่ยาวถึง 8 ปี หรือ 160,000 กิโลเมตร และระบบรับประกันไฟฟ้าถึง 5 ปี หรือ 100,000 กิโลเมตร ด้วยดีไซน์ที่โฉบเฉี่ยว มีเอกลักษณ์ตรงไฟทรงบูมเมอแรงและกระจังหน้า V- Motion ทำให้ดูโดดเด่น และยังชูจุดเด่นเทคโนโลยี e-Pedal ที่สามารถเร่งและเบรกในคันเร่งเดียว เหยียบคันเร่งเพื่อเร่งความเร็วและชะลอความเร็วทันทีที่ถอยเท้าออกจากคันเร่ง ซี่งทำให้ควบคุมรถได้ง่ายขึ้น ดีกับการขับขี่ในทางลาดชัน เทคโนโลยีทำให้ขับขี่ได้ง่ายและคล่องตัวมากขึ้น
  3. มินิ อิเล็กทริค คอลเลคชั่น อิดิทชั่น (MINI Electric Collection Edition) ราคาเริ่มต้น 2,459,000 บาท
    ถือเป็นไฮไลท์รถยนต์ไฟฟ้าในงานมอเตอร์โชว์ 2022 ที่ผ่านมา กับ MINI Electric Collection Edition ที่มีจำนวนจำกัดเพียง 40 คัน เรียกความสนใจด้วยหลังคาเฉดสีพิเศษกับสีตัวถังใหม่ ด้วยเทคนิคการทำสีที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ เกิดเฉดสีที่ไล่โทนและให้ความแตกต่างกัน

    ด้านสเปกเครื่องยนต์ MINI Electric Collection Edition มากับมอเตอร์ไฟฟ้าจะให้กำลังสูงสุด 184 แรงม้า พร้อมด้วยแรงบิดสูงสุด 270 นิวตันเมตร สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ที่ 150 กิโลเมตรต่อชั่วโมง อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใน 7.3 วินาที รองรับการชาร์จไวที่ 50 กิโลวัตต์ได้จนเต็มภายใน 36 นาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ และมีอัตราการกินไฟเฉลี่ย 17 กิโลวัตต์ชั่วโมงต่อระยะทาง 100 กิโลเมตร แบตเตอรี่สามารถวิ่งได้ 217 กม.ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง รองรับการชาร์จไฟสูงสุด 50 กิโลวัตต์ โดยสามารถชาร์จจาก 0-80% ได้ภายใน 36 นาที หรือหากชาร์จจากไฟบ้านแบบกระแสสลับ จะใช้เวลา 12 ชั่วโมง
  4. โอร่า กู๊ดแคต ORA Good Cat (ORA Good Cat) ราคาเริ่มต้น 828,500 บาท
    ORA Good Cat เป็นรถยนต์ S-SUV อเนกประสงค์ 5 ที่นั่ง ได้รับความสนใจจากดีไซน์ดวงไฟกลมโตแบบ Cat Eye โดยสเปกที่จำหน่ายในเมืองไทยจะมีให้เลือกซื้อถึง 3 รุ่นย่อย ได้แก่ ORA Good Cat รุ่น 400 TECH, ORA Good Cat รุ่น 400 PRO และ ORA Good Cat รุ่น 500 ULTRA กับแบตเตอรี่ 2 ขนาด ที่วิ่งได้ไกลถึง 500 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเต็ม 1 ครั้ง มอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 143 แรงม้า หรือ 105 kW ด้วยแรงบิด 210 นิวตันเมตร และการชาร์จเร็วเต็มที่ 80% จะใช้เวลาเพียงแค่ 32 นาทีเท่านั้น

    ORA Good Cat ยังมีระบบขับขี่เพื่อความปลอดภัย Auto Pilot การควบคุมความเร็วอัตโนมัติ การควบคุมรถให้อยู่ในเลนภายในเวลาฉุกเฉิน ORA Good Cat เป็นรถยนต์ไฟฟ้าที่รับความสนใจในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ปัจจุบันมียอดการจอง 3,500 คันและหยุดการจองเป็นการชั่วคราว
  5. มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี (MITSUBISHI OUTLANDERS PHEV)ราคาเริ่มต้น 1,640,000 บาท
    มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี รถยนต์ไฟฟ้าแบบปลั๊กอินไฮบริด SUV ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซูเปอร์-ออลวิลล์คอนโทรล (S-AWC) มิตซูบิชิ เอาท์แลนเดอร์ พีเอชอีวี อัตราการสิ้นเปลืองเชื้อเพลิงเพียง 52.6 กม.ต่อลิตร หรือ 1.9 ลิตรต่อ 100 กม.ตามมาตรฐาน อัตราการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระดับต่ำที่ 43 กรัมต่อกม.พร้อมอัตราเร่งและแรงบิด กำลังสูงสุด 305 แรงม้า ผสานการทำงานระหว่าง มอเตอร์ไฟฟ้าคู่ (Twin Motors) และเครื่องยนต์เบนซิน 2.4 ลิตร เมื่อชาร์จไฟรถยนต์จนเต็มสามารถวิ่งด้วยไฟฟ้า 100% ได้ไกลถึง 55 กม.ระยะเวลาการรับประกันแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน 10 ปี หรือ 160,000 กม.

รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อไหนดี เลือกจากจุดประสงค์ รูปแบบในการใช้งานและงบประมาณที่ตั้งไว้เป็นหลักแล้ว อาจต้องพิจารณาไปถึงความจุแบตเตอรี่ ระยะเวลาการชาร์จ ซึ่งสัมพันธ์กับระยะทางและอัตราความเร็วของรถยนต์ ซึ่งเปรียบเทียบได้ดังนี้

ตารางเปรียบเทียบสเปกแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า 5 รุ่นฮิตในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2022

ยี่ห้อ /รุ่นรถยนต์ ความจุแบตเตอรี่ ระยะเวลาชาร์จแบบปกติ ระยะเวลาการใช้งาน/ 1 รอบการชาร์จ อัตราความเร็วสูงสุด ราคา
VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC 78 kWh 8-10 ชม. 400 กม. 180กม./ชม 2.59 ลบ.
NISSAN LEAF 40 kWh 12 ชม. 311 กม. 144 กม./ชม. 1.99 ลบ.
MINI Electric Collection Edition 50 kWh 12 ชม. 217 กม. 150 กม./ชม. 8.285 สบ.
ORA Good Cat 47-63 kWh 8-10 ชม. 400-500 กม. 152 กม./ชม. 0.828 สบ.
MITSUBISHI OUTLANDERS PHEV 20 kWh 4 ชม. 87 กม. (โหมดไฟฟ้าล้วน) 135กม./ชม. 1.64 ลบ.
ยี่ห้อ /รุ่นรถยนต์ Specs
VOLVO XC40 RECHARGE PURE ELECTRIC ความจุแบตเตอรี่: 78 kWh
ระยะเวลาชาร์จแบบปกติ: 8-10 ชม.
ระยะเวลาการใช้งาน/ 1 รอบการชาร์จ: 400 กม.
อัตราความเร็วสูงสุด: 180กม./ชม
ราคา: 2.59 ลบ.
NISSAN LEAF ความจุแบตเตอรี่: 40 kWh
ระยะเวลาชาร์จแบบปกติ: 12 ชม.
ระยะเวลาการใช้งาน/ 1 รอบการชาร์จ: 311 กม.
อัตราความเร็วสูงสุด: 144 กม./ชม.
ราคา: 1.99 ลบ.
MINI Electric Collection Edition ความจุแบตเตอรี่: 50 kWh
ระยะเวลาชาร์จแบบปกติ: 12 ชม.
ระยะเวลาการใช้งาน/ 1 รอบการชาร์จ: 217 กม.
อัตราความเร็วสูงสุด: 150 กม./ชม.
ราคา: 8.285 สบ.
ORA Good Cat ความจุแบตเตอรี่: 47-63 kWh
ระยะเวลาชาร์จแบบปกติ: 8-10 ชม.
ระยะเวลาการใช้งาน/ 1 รอบการชาร์จ: 400-500 กม.
อัตราความเร็วสูงสุด: 152 กม./ชม.
ราคา: 0.828 ลบ.
MITSUBISHI OUTLANDERS PHEV ความจุแบตเตอรี่: 20 kWh
ระยะเวลาชาร์จแบบปกติ: 4 ชม.
ระยะเวลาการใช้งาน/ 1 รอบการชาร์จ: 87 กม. (โหมดไฟฟ้าล้วน)
อัตราความเร็วสูงสุด: 135กม./ชม.
ราคา: 1.64 ลบ.

ตารางเปรียบเทียบพละกำลัง/ แรงบิดสูงสุด รถยนต์ไฟฟ้า 5 รุ่นยอดนิยม

ยี่ห้อ/ รุ่นรถยนต์ พละกำลัง:แรงม้า แรงบิด:นิวตันเมตร อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ความเร็วสูงสุด :กม./ชม.
1. Ora Good Cat 143 210 6.9 วินาที 152
2. Nissan Leaf 150 320 7.9 วินาที 144
3. MG EP PLUS 163 260 8.8 วินาที 185
4. Mini Cooper SE 184 280 7 วินาที (* 0-60 กม./ชม.) 150
5. VOLVO XC40 408 660 4.9 วินาที 180
ยี่ห้อ/ รุ่นรถยนต์ Power / Torque
1. Ora Good Cat พละกำลัง:แรงม้า: 143
แรงบิด:นิวตันเมตร: 210
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 6.9 วินาที
ความเร็วสูงสุด :กม./ชม.: 152
2. Nissan Leaf พละกำลัง:แรงม้า: 150
แรงบิด:นิวตันเมตร: 320
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 7.9 วินาที
ความเร็วสูงสุด :กม./ชม.: 144
3. MG EP PLUS พละกำลัง:แรงม้า: 163
แรงบิด:นิวตันเมตร: 260
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 8.8 วินาที
ความเร็วสูงสุด :กม./ชม.: 185
4. Mini Cooper SE พละกำลัง:แรงม้า: 184
แรงบิด:นิวตันเมตร: 280
อัตราเร่ง 0-60 กม./ชม.: 7 วินาที
ความเร็วสูงสุด :กม./ชม.: 150
5. Volvo XC40 พละกำลัง:แรงม้า: 408
แรงบิด:นิวตันเมตร: 660
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.: 4.9 วินาที
ความเร็วสูงสุด :กม./ชม.: 180

โดยสรุปแล้ว การพิจารณาเลือกรุ่นรถรถยนต์ไฟฟ้า ควรคำนึงถึงสเปกของแบตเตอรี่เป็นลำดับแรก เพราะหมายถึงความสามารถในการเก็บพลังงานไฟฟ้า รวมถึงอัตราการบริโภคพลังงานไฟฟ้า เพราะเป็นตัวบอกระยะทางการวิ่งต่อ 1 รอบการชาร์จ และดูมอเตอร์ไฟฟ้า ที่เปรียบเหมือนเครื่องยนต์ที่แสดงสมรรถนะความเร็ว/ แรงในการขับขี่

หวังว่าข้อมูลเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดนี้ จะเป็นประโยชน์สำหรับคนที่สนใจเลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอันใกล้ และหากต้องการซื้อประกันภัยรถยนต์เพื่อความอุ่นใจในการขับขี่รถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว ต้องการทราบข้อดีข้อเสียประกันภัยรถยนต์แต่ละแห่ง รวมถึงเปรียบเทียบราคาประกันภัยรถยนต์ที่คุ้มค่า สามารถเช็กข้อมูลด้วยตัวคุณเองง่ายๆ ผ่านเว็บไซต์ EasyCompare เปรียบเทียบประกันภัยรถยนต์ออนไลน์จากหลายบริษัทชั้นนำในประเทศไทย พร้อมโปรโมชั่นประกันรถราคาเบาๆ เบี้ยถูกได้เลยแค่คลิก https://www.easycompare.co.th